ฉีดฟิลเลอร์ปาก ช่วยได้ทั้งปรับรูปปากและเพิ่มความอวบอิ่ม

0
8 views
ฉีดฟิลเลอร์ที่ปาก
ฉีดฟิลเลอร์ที่ปาก

ฉีดฟิลเลอร์ปาก

งานฉีดฟิลเลอร์ปากจัดว่าเป็นอีกหนึ่งงานละเอียดของกลุ่มฟิลเลอร์ เพราะเป็นส่วนที่ผิวหนังมีความเซนซิทีฟ และความต้องการปรับแก้ปากก็มีหลากหลาย การฉีดฟิลเลอร์ปากจึงไม่ใช่แค่การปรับรูปทรงเพียงอย่างเดียว บ้างก็ต้องการให้ปากเป็นกระจับ บ้างก็ต้องการเสริมความอวบอิ่ม

ดังนั้นการฉีดฟิลเลอร์แต่ละครั้งจึงต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มากประสบการณ์เสมอ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้เป็นไปอย่างที่ตั้งใจและลดความเสี่ยงอันไม่พึงประสงค์ให้ได้มากที่สุด

ฉีดฟิลเลอร์ปาก รีวิว

อย่างที่ได้เกริ่นนำไปแล้วว่าการฉีดฟิลเลอร์ปากนั้นมีหลากหลายความต้องการ การออกแบบและการวางแผนก่อนการฉีดฟิลเลอร์จึงแตกต่างกันไปในแต่ละกรณี ส่วนขั้นตอนการทำก็จะคล้ายคลึงกันทั้งหมด

เริ่มจากใช้ยาชาแบบแปะแทนที่จะเป็นการฉีดยาชาเฉพาะที่เหมือนการฉีดฟิลเลอร์จมูก หรือการฉีดฟิลเลอร์ยกกระชับใบหน้า บางคลินิกก็จะแปะยาชาไว้เฉยๆ บางคลินิกก็จะใช้เครื่องช่วยผลักยาให้ซึมลึกลงไปใต้ผิวได้เร็วขึ้น จากนั้นทีมแพทย์ก็จะค่อยๆ ใช้เข็มเจาะไปรอบๆ ปาก ตามจุดที่กำหนดไว้ ระยะเวลาทั้งหมดไม่นานเท่าไรและมักจะไม่ค่อยมีอาการบวมช้ำมากนัก แต่จะมีอาการชาจากฤทธิ์ของยาชาต่อเนื่องไปอีกราวๆ 2 ชั่วโมงหลังการทำ เมื่อฉีดฟิลเลอร์ปากเรียบร้อยก็สามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ตามปกติเลย

ฉีดฟิลเลอร์ปากที่ไหนดี

คลินิกแห่งหนึ่งที่มีเสียงตอบรับในเกณฑ์ที่ดีมาโดยตลอด และยังเป็นที่นิยมของเหล่าบรรดาคนดังทั้งหลายก็คือ V Square Clinic ด้วยเหตุที่เป็นคลินิกทันสมัย เครื่องมือพร้อมสรรพ และทีมแพทย์ก็ล้วนแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ทั้งสิ้น ไม่ใช่แค่คล่องแคล่วในขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์เท่านั้น

แต่ยังสามารถแนะนำรูปปากที่เหมาะสมได้อีกด้วย นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องความสะดวกสบายในการใช้บริการ เพราะมีมากถึง 10 สาชาทั่วกรุงเทพมหานคร แม้จะยังไม่ตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ปากก็สามารถเดินเข้าไปขอรับคำปรึกษาก่อนได้

ก่อนฉีดควรเตรียมตัวอะไร

การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ปากไม่ได้มีอะไรมากมายนัก เพียงแค่พักผ่อนให้เพียงพอและดูแลร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ตามปกติเท่านั้น และให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ด้วย

– ตรวจสอบให้แน่ใจเกี่ยวกับประวัติการแพ้ยาของตัวเอง เคยแพ้สารไฮยาลูรอนิกหรือไม่ แพ้ยาชาด้วยหรือไม่ 

– ปรึกษาและตกลงกับแพทย์ผู้ดูแลให้ชัดเจนว่าความต้องการคืออะไร

– มีประวัติปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือด ลิ่มเลือด และเลือดออกง่ายหรือไม่

– มีอาหารเสริมหรือยาอะไรที่ทานเป็นประจำ ต้องแจ้งแพทย์ผู้ดูแลให้พิจารณาว่ามีผลต่อการรักษาหรือไม่ ทางที่ดีหากงดได้ ก็ควรงดเอาไว้ก่อนจะดีกว่า

– ถ้าอยู่ในช่วงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรเลื่อนการฉีดฟิลเลอร์ออกไปก่อน แม้จะยังไม่มีงานวิจัยไหนบ่งชี้ว่าการฉีดฟิลเลอร์เป็นอันตราย แต่ส่วนใหญ่แพทย์ก็จะให้เว้นไปก่อน 

นอกจากนี้หากมีข้อมูลที่ไม่แน่ใจว่าจะมีผลต่อการรักษาหรือไม่ ให้สอบถามจากทีมแพทย์ผู้ดูแลและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

หลังทำควรทำอะไร

การดูแลตัวเองหลังการฉีดฟิลเลอร์ปากก็สำคัญเช่นเดียวกัน เพราะจะหายเร็วหรือช้า ผลของการฉีดฟิลเลอร์จะออกมาสวยถูกใจหรือไม่ ขั้นตอนนี้ก็ถือว่ามีผลกระทบมากพอสมควร ให้ปฏิบัติดังนี้

– ปกติแล้วจะไม่ค่อยเห็นอาการบวมชัดเจน แต่ถ้ารู้สึกว่าบวมให้ประคบเย็นในช่วง 3 ชั่วโมงแรก

– งดอาหารเสริมและยาต่างๆ เอาไว้ก่อน หรือถ้าจำเป็นต้องทานควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแล

– หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่ร้อน ควรเลือกเป็นน้ำอุณหภูมิห้องไปก่อนจนกว่าจะหายดี

– หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับริมฝีปากบ่อยๆ เพื่อลดความเสี่ยงในการเสียรูปทรง

– ดื่มน้ำสะอาดมากๆ ปริมาณที่เหมาะสมคือ 8 แก้วต่อวัน และควรเป็นน้ำที่อุณหภูมิห้องด้วย

– อย่าแกะหรือดึงสะเก็ดแผลเล็กๆ จากรอยเข็ม ควรปล่อยให้แห้งและหลุดออกไปเอง เพื่อลดการเกิดรอยดำคล้ำจากแผล 

ข้อดี – เสีย ฉีดฟิลเลอร์ปาก

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ปาก : รูปแบบการทำง่ายและสะดวก ไล่ไปตั้งแต่การเตรียมตัว ระหว่างการทำ และการดูแลตัวเองหลังการทำ ผลลัพธ์การปรับแต่งมองเห็นได้ชัดเจน และยังสามารถแก้ไขได้ไม่ยาก ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องพักฟื้น ไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ และไม่ต้องเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็น 

ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์ปาก : รูปปากสวยๆ ที่ได้มานั้น ไม่ได้อยู่ถาวร เพราะฟิลเลอร์แต่ละตัวจะมีอายุจำกัด เมื่อครบเวลาก็จะสลายไป หากอยากได้รูปปากเดิมก็ต้องกลับไปเติมฟิลเลอร์เพิ่มเรื่อยๆ

ฉีดฟิลเลอร์ปากอิ่ม

หลายคนเข้าใจว่าถ้าอยากมีปากอวบอิ่มดูหนาขึ้น จำเป็นต้องผ่าตัดเท่านั้น แต่ความจริงแล้วการฉีดฟิลเลอร์ปากอิ่มนั้นตอบโจทย์มากกว่า เพราะปากจะดูหนาขึ้นและยังเต่งตึงขึ้นด้วย ซึ่งความหนาที่เกิดขึ้นนี้ดูเป็นธรรมชาติกว่าการผ่าตัดมาก และยังปรับเปลี่ยนระดับความอวบอิ่มที่ต้องการได้เรื่อยๆ เมื่อต้องไปเติมฟิลเลอร์เพิ่มในแต่ละรอบด้วย

ข้อดีอีกอย่างของการฉีดฟิลเลอร์ปากอิ่มก็คือ จะใช้สารเติมเต็มในปริมาณไม่มาก และมักฉีดอยู่แค่ไม่กี่จุด การดูแลตัวเองหลังจากนั้นจึงง่ายกว่าการปรับรูปปากมากนัก เหมาะกับผู้ที่ต้องการยกมุมปากเล็กน้อย เติมร่องเล็กๆ บนริมฝีปากให้เต็ม และเพิ่มความคมชัดให้กับขอบปาก เมื่อทาลิปสติกก็จะดูสวยโดดเด่นมากกว่าที่เคย

ฉีดฟิลเลอร์ปาก บวมกี่วัน

สิ่งที่สังเกตเห็นได้ในทันทีหลังการทำก็คือ จุดแดงเล็กๆ ที่เป็นรอยเข็ม แต่การฉีดฟิลเลอร์ปากจะไม่บวมช้ำมากเท่ากับการฉีดฟิลเลอร์จมูก การฉีดฟิลเลอร์ยกกระชับหน้า และการฉีดฟิลเลอร์คาง ส่วนใหญ่ไม่ต้องประคบเย็นเลยด้วยซ้ำ อาการบวมเพียงเล็กน้อยนี้ก็จะหายไปได้เองในระยะเวลาไม่นาน เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 1 สัปดาห์ ระหว่างที่บวมอยู่ก็จะไม่ได้เจ็บอะไรมาก อาจรู้สึกตึงๆ บ้าง แต่รับรองว่าดูสวยตั้งแต่ยังไม่หายบวมแน่นอน

ฉีดฟิลเลอร์ปาก อันตรายไหม

ปกติการฉีดฟิลเลอร์แทบไม่มีอันตรายอะไรเลย แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า ศึกษาข้อมูลของฟิลเลอร์ที่จะใช้มาดีแล้ว เข้ารับการรักษากับคลินิกหรือโรงพยาบาลที่เชื่อถือได้ มีทีมแพทย์มากฝีมือคอยดูแล และสุดท้ายคือทำตามคำแนะนำของแพทย์ตั้งแต่การเตรียมตัวไปจนถึงการดูแลหลังการฉีดฟิลเลอร์ปากอย่างถูกต้อง มากไปกว่านี้หากจะมีอันตรายร้ายแรงอะไรเกิดขึ้น ก็จะเป็นเพราะความไม่ได้มาตรฐานของสถานบริการด้านความงามนั้นๆ นั่นเอง

ฉีดฟิลเลอร์ปาก เจ็บไหม

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ปากก็คือ จะใช้เป็นการแปะยาชาแทนการฉีด ดังนั้นเข็มแรกที่ฉีดฟิลเลอร์ก็จะไม่รู้สึกอะไรแล้ว หลังจากยาชาหมดฤทธิ์ไปถึงจะรู้สึกเจ็บ อย่างแรกคือเจ็บจากรอยแผลเล็กๆ จากเข็ม หากฉีดหลายจุดก็อาจจะเจ็บมากหน่อย และเจ็บจากอาการบวมซึ่งค่อนข้างน้อย โดยทั่วไปอาการเจ็บนี่จะบรรเทาลงอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 วัน แต่หากยังคงเจ็บต่อเนื่องอยู่หลายวัน ควรเข้าพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาอีกครั้ง

ฉีดฟิลเลอร์ปาก ราคา

ราคาค่าใช้จ่ายของการฉีดฟิลเลอร์ปาก นอกจากจะเป็นส่วนของฟิลเลอร์ ค่าเครื่องมือและทีมแพทย์แล้ว ก็ยังขึ้นอยู่กับรูปแบบที่ต้องการปรับแก้ด้วย หากฉีดฟิลเลอร์เพื่อเปลี่ยนรูปทรงของปากก็เป็นเรทราคาหนึ่ง แปรผันตามความยากง่ายของงาน

ราคาจะเริ่มต้นที่ประมาณ 13000 บาทขึ้นไป ยิ่งต้องการรูปปากสวยเท่าไร งานก็ยิ่งต้องละเอียด และราคาย่อมต้องสูงขึ้นตามไป ในขณะที่การฉีดฟิลเลอร์เพื่อให้ปากอวบอิ่ม ไม่ได้เปลี่ยนรูปปากไปจากเดิม เรทราคาก็จะมีตั้งแต่หลักพันปลายๆ ไปจนถึงหลักหมื่นต้นๆ เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ก็ต้องระวังการเลือกคลินิกที่ให้บริการด้วยราคาที่ถูกจนเกินไป หรือมีโปรโมชั่นล่อตาล่อใจมากกว่าปกติ เพราะอาจได้ของที่ไม่มีคุณภาพ กลายเป็นอันตรายได้ในภายหลัง

ขอบคุณบทความจาก Medistar