ศัลยกรรมปลูกผม FUE ด้วยยาชา ไม่เจ็บอย่างที่คิด

ปลูกผมด้วยวิธีธรรมชาติ

ศัลยกรรมปลูกผม FUE ด้วยยาชา

ศัลยกรรมปลูกผม FUE คืออะไร

  ศัลยกรรมปลูกผม FUE (Follicular Unit Extraction) เป็นทางเลือกใหม่ของการปลูกผมโดยการย้ายเซลล์รากผมจากจุดที่มี ไปยังจุดที่ไม่มี โดยเครื่องมือชนิดพิเศษ ทำให้ไม่ต้องตัดหนังศีรษะออกมาเป็นชิ้น ทำให้สามารถทำได้โดยไม่มีแผลเป็นค่ะ

แบบไหนที่ควรทำศัลยกรรมปลูกผม

ศีรษะที่เหมาะกับการปลูกผม คือ ศีรษะที่มีอาการผมร่วง หรืออาการหัวล้านแบบพันธุกรรม หรือฮอร์โมน จะเหมาะกับการทำศัลยกรรมปลูกผมมากที่สุด เพราะหากมีอาการผมร่วงด้วยสาเหตุอื่น เช่น เชื้อรา หรือการอักเสบ จะสามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้นั้นเองค่ะ

ปลูกแล้วเหมือนผมจริงไหม?

  การปลูกผมแบบFUE เป็นการปลูกผมโดยการใช้เซลล์ผมจริงอันเดิมที่มีอยู่แล้วของท่าน มาทำการปลูกในบริเวณพื้นที่ใหม่ ทำให้ผมที่ได้มีคุณสมบัติเหมือนผมจริงเดิมของท่านทุกประการ ดังนั้นแล้ว สามารถตัด ย้อมสี หรือสระผม รวมถึงหวีผมได้ตามปกติค่ะ

วิธีการปลูกผม

  1. แพทย์ทำการฉีดยาชาบริเวณศรีษะ
  2. ใช้อุปกรณ์พิเศษทำการดึงผมออกมาทำละ 1 กอ (1กราฟ) โดยใน 1 กอ จะมีผมประมาณ 1-4 เส้น
  3. ทางรัตตินันท์คลินิกจะนำกราฟ หรือผอม1 กอที่ได้ มาแช่ในน้ำยา สำหรับการเลี้ยงเนื้อเยื่อโดยเฉพาะ ซึ่งนำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา
  4. เพิ่มสารอาหารให้กอผม โดยใช้สเตมเซลล์จากผู้ที่เข้ารับบริการปลูกผมเอง (ซึ่งในขั้นตอนนี้จะใช้เวลาหลายชม.)
  5. ทำการปลูกผมโดยใช้อุปกรณ์ชนิดพิเศษที่มีขนาดเล็ก

วิธีการดูแลหลังการปลูกผม

  1. นอนยกหัวสูง โดยการใช้หมอนหลายๆใบ ในวันแรก
  2. ไม่แตะบริเวณที่พึ่งผ่านการปลูกผมมาใหม่ๆ
  3. วันต่อมาให้กลับมาสระผมที่คลินิก
  4. ภายใน 2 วันแรกหลังการทำ ห้ามให้โดนแดด และมีเหงื่อบริเวณที่ทำ รวมถึงไม่แนะนำให้ออกกำลังกายแรงๆ
  5. ในช่วง 14 วันแรก ผมที่พึ่งได้รับการปลูกจะมีความบอบบาง ยังไม่แน่น จึงต้องใช้ความระมัดระวัง และปฏิบัติตามคำแนะนำที่ได้รับจากคลินิกอย่างเคร่งครัด

จะเห็นผลได้เมื่อไหร่?

การศัลยกรรมปลูกผมจะเห็นผลได้ชัดหลังจาก 8 เดือนขึ้นไป ซึ่งในระยะแรกอาจจะมีการหลุดร่วงของเส้นผมซึ่งเป็นปกติ หลังจากนั้นจะค่อยๆขึ้นมาใหม่อีกรอบค่ะ

จะมีอาการเจ็บไหม?

จากการสอบถามกับคนไข้ที่เข้ารับการปลูกผม ส่วนใหญ่จะบอกว่าไม่มีอาการเจ็บเลย บางคนหลับในระหว่างที่ทำก็มีค่ะ หลังจากการทำอาจจะมีอาการแสบเล็กน้อยเท่านั้น แล้วจะมีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

ขอบคุณบทความดีๆจาก health-de.com